5 กลุ่มเป้าหมาย ที่ควรจะได้เห็นโฆษณาของเรา

targer-audiences

สิ่งที่สำคัญในการทำโฆษณาในสื่อออนไลน์ก็คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่โฆษณาจะเข้าถึง (จะแสดงโฆษณาให้ใครเห็นบ้าง) ซึ่งการทำโฆษณาในสื่อหลายๆตัวไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Instagram Twitter และ Ads Network ต่างๆมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียด

ผู้ลงโฆษณาสามารถที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปตามพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งช่วยให้โฆษณาแสดงตรงกับความต้องการของผู้ที่เห็นโฆษณาเหล่านั้นมากกว่าการทำโฆษณาชิ้นเดียวแล้วยิงแบบหว่าน ด้านล่างนี้เป็นกลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่มที่เราควรให้ความสำคัญเมื่อต้องปล่อยโฆษณาให้เข้าถึงลูกค้าครับ

1. กลุ่มคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเรา

ถ้าเราต้องทำโฆษณาให้กับบริษัทที่พัฒนา Application อัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบสิ่งต่างๆภายในรถยนต์ได้ หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะเห็นโฆษณาเราก็คือ คนที่ชอบรถยนต์ คนที่ดูแลรักษารถยนต์ คนรักเครื่องยนต์ เพราะพวกเขาเหล่านี้มีโอกาสที่จะดาวน์โหลด Application นี้ไปใช้งานมากที่สุด การกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เป็นคนที่สนใจในสินค้าและบริการของแบรนด์ จะช่วยให้เราจำกัดขอบเขตของโฆษณา ไม่ปล่อยเงินทิ้งไปฟรีๆกับคนที่ไม่ได้มีความสนใจ

2. กลุ่มคนที่น่าจะสนใจในสินค้าของเรา

แม้จะไม่ได้เป็นคนที่สนใจในสินค้าและบริการของเราโดยตรง แต่ถ้าเขาเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะสนใจสินค้าและบริการของเรา ก็ถือเป็นโอกาสในการทำโฆษณาของแบรนด์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราทำโฆษณาให้กับสินค้าที่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่น บางทีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้หญิงที่สนใจการทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะไม่ได้สนใจเสื้อผ้าแฟชั่นโดยตรงแต่ก็มีลักษณะพฤติกรรมและความสนใจที่ใกล้เคียงกับสินค้าเช่นกัน

สนใจทานอาหารเพื่อสุขภาพ > เพื่อให้ได้สุขภาพและร่างกายที่สวยงาม > น่าจะชอบเสื้อผ้าแฟชั่น

3. กลุ่มคนที่สนใจในสินค้าและบริการของคู่แข่ง

ตามหัวข้อเลยครับ การทำโฆษณาบางครั้งก็ต้องมีการยิงโฆษณาไปยังคนที่สนใจหรือคนที่เป็นลูกค้าของคู่แข่ง ซึ่งหลายๆครั้งมักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันนะ แต่ความเสี่ยงก็คือก็คือมันมักจะมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงมากยิ่งขึ้น ลองพิจารณาการซื้อ Keyword ของแบรนด์คู่แข่งหรือการทำโฆษณาใน Facebook และ Twitter ไปยังคนที่สนใจในแบรนด์คู่แข่ง แล้วลองจับจังหวะดูว่าเราจะเข้าไปโน้มน้าวลูกค้าเหล่านั้นเข้ามาหาเราได้อย่างไร ด้วยการมอบข้อเสนอที่แตกต่างอย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคอย monitor อยู่ตลอดเวลาว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายออกไปหรือไม่

4. กลุ่มคนที่มี interaction ในเว็บไซต์ของเรา

นี่ก็เป็นอีกพื้นฐานหนึ่งของการทำ Retargeting ในสื่อโฆษณาออนไลน์ โดยเฉพาะ Google Analytics สามารถที่จะใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ โดยเมื่อลูกค้าเหล่านั้นเข้ามา Take Action อะไรบางอย่างกับเว็บไซต์ของเราแล้วจะช่วยให้เราสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อทำโฆษณาแบบ Retargeting ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แสดงโฆษณากับคนที่เข้าไปอ่านรายละเอียดของสินค้า แสดงโฆษณากับคนที่หยิบสินค้าลงตระกร้าแต่ยังไม่ได้ทำการสั่งซื้อ แสดงโฆษณากับคนที่ใช้เวลานานอย่างมีนัยยะในบางหน้าของเว็บไซต์ ลองค้นหาดูว่าเว็บไซต์ของเรามีจุดไหนที่เป็น Key สำคัญที่ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมคล้ายๆกันออกมา จากนั้นใช้ Google Analytics เพื่อเก็บบันทึก Audience list ของกลุ่มคนเหล่านั้นเอาไว้เพื่อทำ Retargeting ต่อไป (การวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ตัดสินการแข่งขันของ E-commerce ในอนาคต)

5. กลุ่มคนที่เป็นลูกค้าเก่า

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเกี่ยวข้องกับอะไรก็ตาม การคุยกับลูกค้าเก่ายังไงก็ง่ายกว่าการหาลูกค้าใหม่ คนที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะสั่งซื้อสินค้าชิ้นใหม่ๆหรือบริการใหม่ๆจากแบรนด์มากกว่าคนแปลกหน้า ดังนั้นแบรนด์ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับเหล่าลูกค้าเก่าเอาไว้ให้ดี ไม่แปลกที่การทำ Remarketing จะให้ผลตอบรับที่ดีไม่ว่าจะในสื่อใดๆก็ตาม ถ้าคนพบคนที่เป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้วจงเก็บรักษาเขาเหล่านั้นเอาไว้ให้เหนียวแน่น

Related Post