ตัวอย่างการทำ A/B Split Testing กับโฆษณา Facebook

%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3_ab_testing

เมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้วผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำ A/B Testing เอาไว้ แต่ด้วยความที่บทความนั้นอาจจะดูวิชาการไปหน่อย อ่านยากไปบ้าง ก็เลยอาจจะทิ้งความสงสัยเอาไว้ว่าจะสามารถนำการทำ A/B Testing มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร

บทความนี้ก็เลยเหมือนเป็นภาคต่อโดยจะนำเอาหลักการต่างๆที่เคยเขียนเอาไว้นั้นมาเล่าใหม่ให้ดูง่ายขึ้นด้วยตัวอย่างที่จะช่วยให้มองเห็นภาพได้ว่า ถ้าจะต้องนำการทำ A/B Testing ไปใช้จริงๆควรจะทำอย่างไร โดยผมจะขอสาธิตโดยการใช้เรื่องราวสมมุติของการทำโฆษณาบน Facebook มาเป็นฉากประกอบนะครับ

สำหรับคนที่พลาดบทความตอนที่ 1 สามารถย้อนกลับไปอ่านได้จากลิงค์นี้ครับ การทำ A/B Testing คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

การทำโฆษณาใน Facebook มีองค์ประกอบที่สามารถนำมาทำ A/B Testing อยู่มากมายหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความต้องการในการทดสอบว่าเราต้องการทดสอบสิ่งใดและทดสอบไปเพื่ออะไร และนี่เป็นตัวอย่างองค์ประกอบที่คุณสามารถทำ A/B Testing เพื่อทดสอบหารูปแบบที่เหมาะที่สุดกับโฆษณาของคุณได้

ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยในการทำ A/B Testing โฆษณาใน Facebook ครับ

ตัวอย่างการทำ A/B Testing ในโฆษณา Facebook

ตัวอย่างที่ 1: ทดรูปภาพโฆษณาเพื่อหารูปภาพโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด มีคนจิ้มขยายดูมากที่สุด ให้ Engagement กับตัวโฆษณามากที่สุด และที่สำคัญคือยิ่งผู้ใช้มี Engagement กับโฆษณามากก็จะยิ่งส่งผลให้ Relevance Score ลดต่ำลงนำมาซึ่งราคาที่จะต้องจ่ายถูกลงไปด้วย

abtesting-creative

ตัวอย่างที่ 2: ทำ A/B Testing เพื่อทดสอบหาตำแหน่งของโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดระหว่าง News feed, Right Column, Instagram, Audience Network ว่าถ้าปล่อยโฆษณาไปแสดงในตำแหน่งไหนจะทำให้กลุ่มเป้าหมายคลิกที่โฆษณามากที่สุด มี CTR สูงมากที่สุด

abtesting-placement

ตัวอย่างที่ 3: ทดสอบเพื่อหา Objective ของโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ตรงตามเป้าหมายของเรามากที่สุด เช่นสมมุติว่าเป้าหมายการทำโฆษณาคือการเพิ่มยอดผู้สมัครติดตามผ่าน email ให้มากที่สุด เราอาจจะทำ A/B Testing เพื่อทดสอบว่าระหว่างการใช้ Objective แบบ Lead Generation กับการทำ Click to Website ส่งกลุ่มเป้าหมายไปยัง Landing Page หน้าสมัคร แบบไหนจะทำให้เกิดการสมัครติดตามมากกว่ากัน

abtesting-objective

ตัวอย่างที่ 4: ทดสอบการประมูลระหว่างการปล่อยให้ระบบลงประมูลอัตโนมัติกับเราลงประมูลด้วยตัวเอง รูปแบบไหนที่ให้ราคาต่อคลิกต่ำกว่ากัน เกิดคลิกมากที่สุด ได้ราคาต่อคลิกถูกที่สุด

abtesting-bidding

ตัวอย่างที่ 5: อาจจะทำ A/B Testing เพื่อทดสอบ Interest ของกลุ่มเป้าหมายว่าคนที่มีความชอบแบบใดที่ให้ความสนใจโฆษณามากกว่ากัน เช่นทำโฆษณาเพื่อขายอุปกรณ์กีฬา อาจจะทำ A/B Testing เพื่อทดสอบว่าระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่ชอบ “Sports” กับ “Physical Fitness” กลุ่มไหนที่ให้ผลลัพธ์กับโฆษณาที่ดีกว่ากัน แต่ข้อควรระวังในการทำ A/B Testing เพื่อทดสอบกลุ่มเป้าหมายก็คือ User อาจจะอยู่ทั้ง 2 Interest ก็ได้ เช่นผู้ใช้อาจจะสนใจ Sports ด้วยและสนใจใน Physical Fitness ด้วย

abtesting-interest1

abtesting-interest2

อย่าลืมวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการทำ A/B Testing ด้วยนะ

เป้าหมายสำคัญของการทำ A/B Testing คือการหาผลลัพลัพธ์ หาคำตอบว่ารูปแบบใดดีกว่ากันแล้วนำมันไปต่อยอดใช้ได้ในแคมเปญอื่นๆในอนาคต ไม่ใช่ทำแค่ให้รู้เฉยๆว่าอะไรดีกว่ากันเท่านั้น อะไรถูกกว่ากันเท่านั้น เช่นในอนาคตอาจจะต้องมีการทำโฆษณาเพื่อหา Objective ที่ทำให้เกิดจำนวนคนสั่งซื้อสินค้ามากที่สุด ก็ควรจะสามารถนำเอาข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ A/B Testing หลายๆอันมาใช้ประกอบเวลาสร้างแคมเปญได้

Related Post