ทำโฆษณาแล้วไปไหนต่อ?

digital-advertising

การทำโฆษณาออนไลน์กำลังอยู่ในช่วงบูมมากๆ ด้วยการที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือได้ง่ายและต้นทุนในการทำโฆษณาก็ไม่สูงมากนักทั้ง ด้วยเงินไม่กี่สิบบาทก็สามารถเริ่มต้นทำโฆษณาใน Facebook และ Google ได้แลเว ทำให้การทำโฆษณาออนไลน์ทวีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่หลายๆคนกำลังโฟกัสไปที่การทำโฆษณา โอเคล่ะเพราะว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแบรนด์และเจ้าของสินค้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำโฆษณาเป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้สำหรับนักการตลาดทุกคนที่ต้องการเพิ่มยอดขาย เพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ โปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ประชาสัมพันธ์ต่างๆ พูดง่ายๆว่าเราใช้โฆษณาเพื่อเข้าไปต่อยอดการทำการตลาด

แต่ถ้าจะโฟกัสที่การทำโฆษณาเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะความจริงแล้วแค่โฆษณามันยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ทำโฆษณาออกไปแล้ว หลังจากที่มันพาผู้ชมเข้ามาสู่เว็บไซต์ของเราได้แล้ว หลังจากนั้นคือสิ่งที่ควรจะต้องโฟกัสเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือ การทำการตลาดออนไลน์ไม่ใช่แค่การหาคนเข้าเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั้น มันไม่ใช่แค่ทำโฆษณาใน Facebook, Google, Instagram, Twitter, Email เพื่อพาคนเข้าสู่เว็บไซต์ให้ได้เยอะๆเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญของการทำการตลาดออนไลน์คือเมื่อคนเข้าสู่เว็บไซต์แล้ว จะทำอย่างไรที่จะโน้มน้าวให้กลุ่มผู้ชมเหล่านั้นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Conversion) เช่น ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก จดจำแบรนด์ของเรา เข้าใจรายละเอียดของสินค้า สมัครใช้บริการ ลงทะเบียนอีเมล์ สมัครรับข่าวสาร ดาวน์โหลดไฟล์ เและอื่นๆอีกมากมาย

ผู้ลงโฆษณาควรคิดถึงขั้นต่อไปว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายที่เห็นโฆษณาทำสิ่งที่เกิดมูลค่าแก่เว็บไซต์ของเรา จะทำอย่างไรให้ผู้ชมเหล่านั้นแปรเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการลองผิดลองถูก ยกตัวอย่างง่ายๆว่า Landing Page ของทุกเว็บไซต์ควรมีการทำ A/B Testing เพื่อทดสอบหาองค์ประกอบที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่ม Conversion ให้เกิดขึ้นมากที่สุด

  • ข้อความขายสินค้าแบบไหนที่โน้มน้าวให้ผู้ชมสั่งซื้อมากกว่ากัน
  • ภาพแบบไหนที่ดึงดูดให้ผู้คนสนใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น
  • Step การสั่งซื้อสินค้าแบบไหน ที่ทำให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวกที่สุด
  • บทความสั้นหรือยาวที่ผู้ชมชอบที่สุด และมีสมาธิอ่านจนจบ ไม่กดปิดออกจากเว็บไซต์
  • การดีไซน์แบบไหนที่ทำให้ผู้ชมไม่หลงทางคนหาสิ่งที่ต้องการได้เจอ
  • Call to action แบบไหนที่กระตุ้นให้ผู้ชมทำตามที่เราต้องการ
  • ปุ่มสีไหนกระตุ้นให้คนคลิกสั่งจองสินค้ามากกว่ากัน

ด้านบนนี้คือตัวอย่าง A/B Testing เพื่อค้นหารูปแบบที่ดีที่สุด แน่นอนว่ามันคุ้มค่ามากที่จะทำมากๆ

ลองนึกดูง่ายว่า Landing page ที่มี Conversion rate 5% (หมายความว่าผู้เข้าชม 100 คนถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นลูกค้า 5 คน) กับ Landing page ที่มี Conversion rate 2% (หมายความว่าผู้เข้าชม 100 คนถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าได้แค่ 2 คน) แบบไหนจะดีกว่ากัน ไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยใช่มั้ยครับ แม้ว่าทั้ง 2 จะมี Traffic ที่เข้ามาจากโฆษณาเท่ากันแต่ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันไปมาก เห็นมั้ยครับว่ามันไม่ได้สำคัญแค่การทำโฆษณานะ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลย

Related Post