Bounce rate สูงๆคือผู้ร้ายในการทำ SEO จริงหรือ?

ผมเห็นหลายๆคนชอบพูดกันว่าการทำ SEO ที่ดีควรโฟกัสไปที่การลด Bounce rate ให้ต่ำที่สุด ถ้า Bounce rate ต่ำก็มีโอกาสติดหน้าแรกได้มาก บางคนบอกว่าถ้า Bounce rate เยอะๆโอกาสที่จะติดอันดับหน้าแรกของ Google ก็จะน้อยไปด้วย ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด บล็อกวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ

ก่อนอื่นขอเล่าสั้นๆสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับคำศัพท์ Bounce rate ก่อนว่ามันคืออัตราการตีกลับ ถ้าผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ของคุณเพียงแค่หน้าเดียวแล้วกดปิดเพื่อออกจากเว็บไซต์ไปเลยโดยไม่ได้เปิดหน้าอื่นต่อ ก็จะเกิดการ Bounce และถ้าเกิดการ Bounce บ่อยๆก็จะทำให้ Bounce rate สูงขึ้น ทำให้หลายๆคนมักจะพูดกันว่าเว็บไซต์ใดที่มี Bounce rate สูงๆแสดงว่าเว็บไซต์นั้นไม่มีคุณภาพมากเพียงพอ แต่เว็บไซต์ใดที่มี Bounce rate ต่ำๆแสดงว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีจนทำให้คนเปิดอ่านเว็บไซต์นั้นหลายหน้า

ประโยคด้านบนก็มีส่วนจริงหรือบ้าง แต่ถ้าพูดกันตรงๆการที่ Bounce rate เยอะๆก็ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ดีแต่อย่างใดและไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะไม่มีโอกาสติดอันดับ SEO

สาเหตุที่ Bounce rate เยอะๆไม่ได้หมายความว่า Content ในเว็บไซต์นั้นๆห่วยแต่อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ค้นหาอาจจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการแล้วจึงกดปิดออกจากเว็บไซต์ไปเท่านั้น ลองนึกถึงตอนที่เราเข้าไปค้นหาข้อมูลใน Google พอเราคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาจนได้คำตอบและได้สิ่งที่อยากรู้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเปิดหน้าเพจอื่นๆอ่านต่อ การกดปิดเว็บไซต์ทิ้งแล้วไปทำอย่างอื่นต่อ จึงเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ การปิดเว็บไซต์มันไม่ได้แสดงถึงคุณภาพที่แย่ของเว็บไซต์นั้นแต่อย่างใด

Google เองก็รู้เรื่องนี้ดีถึงขนาดที่อดีตหัวหน้าทีมเว็บสแปมอย่าง Matt Cutts เคยบอกว่าไม่ใช้ Bounce rate ในการคิดคำนวน Rank ของเว็บไซต์และ Gary Illyes จากทีม Webmaster ของ Google ก็เคย Tweet บอกเองว่า Bounce rate ไม่ได้ถูกคิดคำนวนในการจัดอันดับของ Google แต่อย่างใด

ดังนั้นถ้าจะหา Metric สักตัวเพื่อใช้วัด Engagement ของ User การใช้ Time on page จึงน่าจะมีประโยชน์มากกว่า แต่ปัญหาของการนับ Time on page คือ Google จะไม่สามารถนับเวลาได้ถ้าหากว่าผู้ใช้เปิดเว็บไซต์แค่หน้าเดียวแล้วไม่ได้อ่านหน้าอื่นๆต่อ Time on page จะกลายเป็น 0 ทันที (ลองอ่านแบบละเอียดได้ที่บทความนี้ครับ การนับเวลาของ Google Analytics และความลับของมัน)

แต่ถึงถึงแม้จะไม่รู้ Time on page ว่าเป็นเท่าไหร่แต่ไม่ได้หมายความว่า Google จะไม่รู้ระยะเวลาในหน้าเพจนั้นของ User เพราะ Session ที่เข้าเว็บไซต์ผ่าน Organic Search จะมีการคำนวน Dwell time เอาไว้ทำให้รู้ว่าระยะเวลาตั้งแต่ผู้ใช้คลิกที่ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์จนกระทั่งคลิกที่ปุ่ม Back เพื่อกลับไปยังหน้าผลการค้นหาอีกครั้งเป็นระยะเวลาเท่าไหร่

2 ย่อที่ผ่านมาถ้าใครอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แค่เข้าใจเอาไว้ว่าถึงแม้ว่า Bounce rate ของเพจใดๆในเว็บไซต์อาจจะสูงไปบ้างแต่ถ้าคนยังใช้เวลาอยู่ในเพจนั้นนานๆนั่นก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของ Content นั้นได้เหมือนกันและเพจนั้นก็ยังมีโอกาสที่ติดอันดับผลการค้นหาของ Google ได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นถ้าพบว่า Bounce rate ของเว็บไซต์สูง ก็ไม่ต้องเกิดอาการ Panic ตกอกตกใจอะไร

ผมมีโอกาสได้ดู Google Analytics ของเว็บไซต์ลูกค้ามาหลายเว็บมากๆทั้งเว็บไซต์ใหญ่และเล็ก สิ่งที่สังเกตคือผมพบว่าเพจที่มี Traffic จาก Organic Search เยอะๆ (ทำ SEO จนติดอันดับในผลการค้นหาของ Google ได้) หลายๆเพจในเว็บไซต์ก็มี Bounce rate สูงมากๆแต่ก็ยังติดอันดับได้ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ HookTalk ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ เพจที่มี Traffic จากการทำ SEO สูงที่สุดก็มี Bounce rate เกือบ 90% เลยทีเดียว

ดังนั้นทำความเข้าใจกันใหม่ว่า Bounce rate สูงๆไม่ใช่ผู้ร้ายอย่างที่หลายๆคนชอบไปโยนความผิดให้กับมัน ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ติดอันดับของ Google มันไม่ใช่เพราะ Bounce rate สูงมากเกินไป แต่อาจจะเป็นเพราะคุณยังทำ SEO ได้ไม่ดีพอ ให้โฟกัสไปที่ปัจจัยอื่นๆก่อน โฟกัสที่คุณภาพของ Content โฟกัสที่ Keyword ที่แทรกอยู่ใน Content แล้วเดี๋ยว User Engagement มันจะมาเอง

ถ้าให้สรุปง่ายๆคือ Bounce rate เป็น Metric ที่มีความสำคัญ ถ้าคุณลด Bounce rate ลงได้คุณจะได้ Pageview ในเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมาอีกมาก และการที่ Bounce rate น้อยๆนั่นก็ถือเป็นเรื่องดีและคุณไม่ควรปล่อยให้มันไม่สูงจนเกินไป แต่ในการทำ SEO ถ้า Bounce rate มันจะสูงบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ Metric ที่คุณจะต้องกังวลมากมายแต่อย่างใดครับ

Related Post