เคยสงสัยมั้ยว่าทำไม ลูกค้าคลิกโฆษณาเข้ามาแล้วแต่ไม่ซื้อสินค้า

FailedCampaign

แทบจะเป็นเรื่องปกติที่นักการตลาดและคนทำโฆษณาเว็บไซต์ E-commerce เกือบทุกคนจะต้องเจอก็คือทำเมื่อทำโฆษณาออกไปแล้ว ลูกค้าก็ทำการคลิกที่โฆษณานั้นเข้ามาที่หน้า Landing page ของเราแล้ว แต่สุดท้ายลูกค้าก็กดออกจากเว็บไซต์ไปโดยที่ไม่ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าใดๆ (ไม่เกิด Conversion) สาเหตุหลักๆของปัญหานี้ มันเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร วันนี้ผมลองสรุปมา 5 ข้อให้อ่านกันนะครับ

  1. ไม่มีสินค้าที่ลูกค้าต้องการ: ถ้าลูกค้าคลิกโฆษณา เข้ามาที่เว็บไซต์ของเราแล้ว แต่กลับไม่พบกับสินค้าที่เขากำลังตามหาอยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะสินค้าหมด ไม่มีไซส์ ไม่มีของ หรืออะไรก็แล้วแต่ ลูกค้าก็จะไม่ทำการสั่งซื้อ การวางขายสินค้าที่ลูกค้าต้องการจึงมีความสำคัญมากๆกับเว็บไซต์ E-Commerce ซึ่งนำเราไปสู่ข้อที่ 2
  2. เลือกใช้ Keyword ที่ไม่ตรงกับสินค้า: ลูกค้าจะใช้ Keyword คำใดๆก็เพื่อค้นหาบางสิ่งที่เขาต้องการ แต่เมื่อผู้ลงโฆษณาเลือกใช้ Keyword ที่ไม่ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เขาเหล่านั้นก็จะคลิกเข้ามาแล้วไม่เจอกับสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่และจะทำการปิดเว็บไซต์ออกไป การเลือก Keyword ที่บ่งบอกถึงสินค้าที่ลูกค้ากำลังตามหาอยู่จึงมีความสำคัญมากๆ
  3. ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากคู่แข่งแทน: อย่าลืมว่าสินค้าชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้มีแค่เราเพียงผู้เดียวที่กำลังขาย เว็บไซต์อื่นๆก็ขายได้เหมือนกัน ลูกค้าจะทำการเปรียบเทียบสินค้าของเรากับของคู่แข่งในทุกแง่มุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือการสร้างความแตกต่าง อะไรคือความแตกต่างซึ่งทำให้ลูกค้าต้องเข้ามาซื้อสินค้าจากเรา (ราคา คุณภาพ การบรรยาย ส่งฟรี รับประกัน การเล่าเรื่อง) ลองคิดถึงกลยุทธ์ในการขายสินค้าแต่ละชิ้นให้ดีแล้วค่อยใช้โฆษณาเข้ามาช่วยสร้างยอดขาย
  4. ลูกค้าอาจจะกำลังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ: ลูกค้าบางคนอาจจะไม่ได้ทำการค้นหาเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าในทันที แต่รวบรวมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจก่อน นักการตลาดที่ทำโฆษณาให้กับเว็บไซต์ E-commerce ต้องใจเย็นและควรเรียนรู้การทำ Remarketing เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ที่เคยเข้าเว็บไซต์ เคยเข้ามามาดูสินค้าแล้วแต่อาจจะยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อในตอนนั้น กลับมาทำการสั่งซื้อสินค้าอีกครั้งในภายหลัง
  5. UX / UI ของ Landing page ไม่ดี: ปัญหานี้เกิดจากการออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ในหน้า Landing page ได้ไม่ดีเพียงพอ ลูกค้าเข้ามาแล้วอาจจะเกิดความสับสนไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ ไม่มี Call to action หรือสิ่งที่คอยกระตุ้นว่าลูกค้าจะต้องทำอะไร ไม่รู้ว่าข้อมูลสำคัญๆอยู่ในจุดใดของเว็บไซต์ สุดท้ายเมื่อลูกค้าอ่านข้อมูลเสร็จก็จะกดออกจากเว็บไซต์ไปโดยที่ไม่ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าใดๆ

และนี่ก็เป็น 5 ข้อที่ควรนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ E-commerce เพื่อลดการสูญเสียค่าโฆษณาให้น้อยลงและเพิ่มอัตรา Conversion rate ให้สูงมากยิ่งขึ้น

Related Post