คำถามที่ตอบโครตยาก CPC ควรเป็นเท่าไหร่? คลิกละกี่บาทดี?

cpcควรเป็นเท่าไหร่

เชื่อว่าคนที่ซื้อสื่อโฆษณาออนไลน์ทั้งใน Google Adwords, Facebook, Instagram อาจจะเคยเกิดความสงสัยหรือเคยได้รับคำถามจากลูกค้าทำนองว่า

  • CPC ควรเป็นเท่าไหร่?
  • คลิกละกี่บาทถึงจะถูก?
  • 1 เพจไลค์ควรจะประมาณกี่บาท?
  • CPM เท่าไหร่ถึงเหมาะสม?

และคำถามอะไรทำนองนี้อีกมากมายที่พยายามจะถามเพื่อหาว่าราคาต่อคลิก 1 ครั้ง (CPC) ควรเป็นเท่าไหร่ จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะหาราคามาตรฐานและราคาที่สมเหตุสมผล เพราะจะได้นำเอาตัวเลขนี้ไปใช้ในการเปรียบเทียบกับราคาที่เราต้องจ่ายไปจริงๆว่าคุ้มค่าหรือไม่ จ่ายแพงเกินไปหรือไม่จะได้ตอบตัวเองได้ว่าราคาที่จ่ายไปนั้นสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่

แต่ในชีวิตมันค่อนข้างยากที่จะหาราคา CPC หรือ CPM ว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ ยิ่งถ้าต้องการเป็นตัวเลขเป๊ะๆยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าการซื้อโฆษณาในออนไลน์มีเดียหลายๆ Platform มักจะเป็นการประมูลเพื่อราคาที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นราคาในแต่ละคลิก ราคาในแต่ละวัน จึงอาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าการแข่งขันในการประมูลตอนนั้นดุเดือดแค่ไหน

พอไม่สามารถหาเป็นตัวเลขชัดๆได้ว่าราคาควรจะเป็นเท่าไหร่หลายๆคนจึงใช้วิธีการเปรียบเทียบกับราคาที่ตัวเองเคยจ่าย โดยอาจจะเอาราคาที่เคยจ่ายในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันเช่น อาจจะเคยได้ราคา 1 Page Like = 3 บาท เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว แต่พอทำโฆษณาในปัจจุบันอาจจะกลายเป็น 1 Page Like = 5 บาท ซึ่งพอดูตามตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 2 บาทนี้แล้วเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะสรุปว่า ล้มเหลว ทำโฆษณามีประสิทธิภาพแย่ลง แต่ความจริงแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้เพราะราคาที่ต้องจ่ายมันขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยดังต่อไปนี้ครับ

  1. ย้ำอีกครั้งว่าการทำโฆษณาใน Facebook, Google, Intagram, Twitter มันเป็นระบบ Real-time Bidding หรือการประมูลเพื่อซื้อพื้นที่แสดงโฆษณา ดังนั้นการที่ราคาโฆษณาเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตอาจจะไม่ได้หมายความว่าทำโฆษณาประสิทธิภาพแย่ลง (แม้ว่าหลายๆครั้งมันจะเป็นเพราะสาเหตุนี้) หรือการที่ราคาโฆษณาถูกลงกว่าในอดีตอาจจะไม่ได้หมายความว่าโฆษณาประสิทธิภาพดีขึ้น (แม้ว่าหลายๆครั้งมันจะเป็นเพราะสาเหตุนี้) เพียงแต่ราคาที่เปลี่ยนไปอาจจะเป็นผลกระทบมาจากระดับการแข่งขันในเวลานั้นๆ
  2. ตัวชิ้นงานโฆษณาก็ส่งผลกับราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน และมันเป็นปัจจัยที่ส่งผลค่อนข้างมากเสียด้วย ลองนึกถึงโฆษณาใน Google ที่เขียนโน้มน้าวโอเว่อร์จนดูเป็นสแปม ดูหลอกหล่อ โฆษณาแบบนี้จะไม่ค่อยมีใครอยากคลิก หรือ โฆษณาใน Facebook ที่ใช้ภาพโฆษณาไม่ดึงดูดและดูออกในทันทีว่าโพล่มาขายของ (และขายของที่ไม่น่าสนใจเสียด้วย) โฆษณาแบบก็จะไม่ค่อยมีใครคลิกเช่นกัน หรือ ภาพโฆษณาที่ไม่ดึงดูดจนไม่ค่อยไม่ใครคลิก ยิ่งชิ้นงานโฆษณาได้รับ Feedback กลับมาไม่ดีมันก็จะส่งผลต่อคะแนนต่างๆและทำให้เราต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อแสดงโฆษณาเหล่านั้น
  3. กลุ่มเป้าหมายของโฆษณาส่งผลต่อราคาอย่างไรรู้มั้ยครับ มันกระทบ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกเลยก็คือยิ่งกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นกลุ่มที่ผู้ลงโฆษณาคนอื่นๆก็สนใจยิงโฆษณาเช่นกัน การแข่งที่สูงยิ่งขึ้นก็จะยิ่งทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นตามไปด้วย เรื่องที่สองคือกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาจะส่งผลโดยตรงต่อ Feedback แม้จะเป็นโฆษณาชิ้นเดียวกันก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ ถ้าคนที่เห็นเป็นคนละคนกัน ราคาค่าโฆษณาก็จะแตกต่างกันออกไปด้วย
  4. โฆษณาที่เปรียบเทียบกันต้องอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบผลลัพธ์โฆษณาในอุตสาหกรรมคนละประเภทก็อาจจะทำให้ภาพการเปรียบเทียบมันไม่ตรงกับความเป็นจริงได้ เช่นสินค้าในหมวดแฟชั่นที่มักจะมีราคาต่อ 1 Action ต่ำกว่าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว (เพราะสินค้าแฟชั่นมีฐานที่ใหญ่กว่าและ Feedback มักจะดีกว่า)

Related Post