พาเล่น Features ใหม่การทำ Split Test ในโฆษณา Facebook

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการทำ Split Test (หรือบางคนเรียกว่า A/B Testing ไปแล้ว ย้อนกลับไปอ่านคลิกที่นี่) ซึ่งในบทความนั้นเป็นการทำ Split Test แบบบ้านๆเพราะตอนนั้น Facebook ยังไม่มีฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับ Split Test ให้ใช้ แต่วันนี้มันมาแล้วครับ!

ปัญหาของการทำ Split Test แบบบ้านๆคือมันค่อนข้างเสียเวลาและเกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานเวลาที่เรามี Variation (รูปแบบที่ต้องการทดสอบ) หลายๆแบบเราจะต้องสร้าง Ad set ขึ้นมารองรับหลายๆอัน เช่นสมมุติว่าเราต้องการทดสอบกลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม เราจะต้องสร้าง Ad set ขึ้นมา 5 อัน

พอมี Ad set เยอะๆทำให้มันไม่สามารถทำ Split Test ที่สมบูรณ์แบบได้เพราะปัญหาที่ตามมาก็คือ แต่ละ Ad set อาจจะมีกลุ่มเป้าหมายที่ซ้ำซ้อนกัน (Duplicate Audience) เช่นกลุ่มเป้าหมายคนเดียวกันอาจจะอยู่ครบทั้ง 5 Ad sets ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ผลลัพธ์เกิดความคาดเคลื่อน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกพอสมควร และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฟีเจอร์ Split Test ของ Facebook จึงน่าสนใจ

Objective ที่สามารถใช้ Split Test ได้ในปัจจุบัน

น่าเสียดายเพราะตอนนี้มีเพียงแค่ 3 Objectives เท่านั้นที่สามารถใช้ฟีเจอร์ Split Test ได้และใน 3 นี้ดันไม่มี Boost Post กับ Click to Website อีกด้วย ตอนนี้มีเพียง

  1. Website conversions
  2. Mobile app installs
  3. Lead generation

ความสามารถของฟีเจอร์ Split Test

  • Split Test จะเป็นการทดสอบโดยกำหนดให้ทั้ง 2 Ad Set แตกต่างกันเพียงแค่อย่างเดียว (ตัวแปรเดียว) เช่นต่างกันที่ Audience (กลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณา) นอกนั้นที่เหลือจะเหมือนกันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นภาพโฆษณา, ข้อความโฆษณา, ปุ่ม Call to action และการ Distribution ของโฆษณา
  • Split Test จะแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้แยกออกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทับซ้อนของ Audience ในแต่ละ Ad set ทำให้กลุ่มเป้าหมายแต่ละคนจะอยู่ใน Ad set เพียงอันเดียวเท่านั้น ไม่เห็นซ้ำซ้อน
  • ระบบจะแสดงโฆษณาแต่ละ Ad set เท่าๆกัน แต่เราสามารถกำหนดให้บาง Ad set ใช้เงินมากกว่าตัวอื่นได้
  • สามารถที่จะแบ่งงบประมาณให้แต่ละ Ad set ได้ โดยการเลือกว่าจะให้ Ad set ไหนได้รับงบประมาณไปกี่ %
  • ตอนนี้ระบบอนุญาติให้สร้าง Ad set มากที่สุดเพียงแค่ 3 Ad sets เท่านั้นซึ่งอาจจะไม่สะใจพวกสายบ้าพลังเท่าใดนักเพราะหมายความว่าเราจะทดสอบได้สูงสุดแค่ 3 variations เท่านั้นเอง
  • อย่างที่เรารู้กันว่าโฆษณาของ Facebook นั้น Based on People ไม่ใช่ Cookies ดังนั้นพอมันสามารถลดการทับซ้อนของ Audience ระหว่าง Ad set ได้อีก ยิ่งทำให้การทำ Split Test ใน Facebook มีความแม่นยำมากๆ เรียกได้ว่าเข้าใกล้ทฤษฎีที่เราอ่านๆกันมาละ
  • การตัดสิน Performance ว่า Ad set ตัวไหนเป็นผู้ชนะจะวัดจาก Campaign Objective เช่นถ้าเราเลือก Objective เป็น Website Conversion ระบบจะตัดสินให้ Ad Set ที่เกิด Conversion มากที่สุดเป็นผู้ชนะ ข้อดีคือทำให้เราไม่ต้องมานั่งมโนเองว่าใครคือผู้ชนะ

ตัวแปรที่สามารถทดสอบได้ในขณะนี้

เวลาเราทำ Split Test เราจะต้องกำหนด 1 ตัวแปรที่ใช้ในการทดสอบ และตัวแปรนี้จะเป็นเพียงสิ่งที่เดียวที่แตกต่างกันระหว่างแต่ละ Ad set (ใครยังไม่แม่น Concept ย้อนกลับไปอ่านบทความเกี่ยวกับ A/B Testing) ในตอนนี้สิ่งที่สามารถใช้เป็นตัวแปรได้มีเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้นคือ

  1. Target audience: ทดสอบกลุ่มเป้าหมาย
  2. Delivery optimization: ทดสอบรูปแบบการกระจายโฆษณา เช่นระหว่างการเน้นแสดงโฆษณาไปยังคนที่ชอบคลิก กับ รูปแบบแสดงโฆษณาให้เกิด Impression มากที่สุด แบบไหนดีกว่ากัน
  3. Placements: ทดสอบตำแหน่งของโฆษณา

วิธีสร้าง Split Test ผ่าน Power Editor

ไปลองดูวิธีการสร้าง Split Test ใน Facebook กันดีกว่าครับ เนื่องจากฟีเจอร์นี้เพิ่งมาใหม่แบบสดๆร้อนๆทำให้มันอาจจะมีอัพเดตเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเห็นหน้าจอที่ไม่เหมือนผมไม่ต้องตกใจนะครับ

  1. กดที่ปุ่ม Create Campaign และเมื่อเลือก Objective เป็น 1 ใน 3 ตามที่บอกข้างบนจะมีฟีเจอร์ Split Test โพล่มาให้เลือก
  2. จุดที่แตกต่างไปจากการสร้าง Ad set ปกติก็คือระบบจะถามว่าเราจะทดสอบด้วยตัวแปรอะไร ในตัวอย่างนี้ผมจะเลือกเป็น Audience
  3. เมื่อเลือกตัวแปรที่จะทดสอบแล้ว ขั้นต่อไปคือกำหนดว่า Ad set แรกจะยิงโฆษณาไปยัง Audience กลุ่มไหนและ Ad set ที่ 2 จะยิงไปยังกลุ่มไหน โดยจะต้องไปสร้าง Saved Audience เก็บเอาไว้ก่อน
  4. หลังจากนั้นให้กำหนด Budget ซึ่งอย่างที่ผมบอกไปว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบแบ่งเงินให้เท่าๆกันหรือจะให้ตัวใดตัวหนึ่งใช้มากกว่า
  5. หลังจากนี้จะคล้ายๆกับการสร้างโฆษณาตามปกติครับ

ก็จบแต่เพียงเท่านี้ครับ การเพิ่ม Split Test ของ Facebook เข้ามาอาจจะทำให้บรรดาเครื่องมือ 3rd Party ทั้งหลายรู้สึกหนาวๆร้อนๆกันเลยทีเดียวเพราะนอกจากของ Facebook เองจะทำได้อย่างครบเครื่องแล้ว ยังสามารถทำได้มากกว่าอีกด้วยเช่นการควบคุมการทับซ้อนของคนเห็นโฆษณา แต่ข้อเสียของมันก็คือตอนนี้ยังใช้ได้เพียง 3 Objectives เท่านั้น (และดันเป็น Objective ที่ไม่ได้นิยมใช้กันมากเท่าไหร่นักด้วย)

ใครสนใจการตลาดออนไลน์ยังไงก่อนจากกันผมขอฝากเพจ HookTalk เอาไว้ด้วยนะครับ

Related Post