การนับเวลาของ Google Analytics และความลับของมัน

Google-analytics-time-count

จริงๆผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเขียนบทความเรื่องการนับเวลาของ Google Analytics เพราะมันค่อนข้างเทคนิคอล ทำความเข้าใจยาก สับสนมากๆ และที่สำคัญคือผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนไปเพื่ออะไร การทำความเข้าใจเรื่องนี้มันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับผู้ใช้ทั่วๆไป (คือจะรู้ไปทำไม 555)

แต่เอาเถอะ! ในเมื่อผมไม่รู้จะเขียนอะไรดี ก็ขอเขียนถึงเรื่องนี้หน่อยละกัน เรื่องที่เราคิดว่าไม่มีประโยชน์สำหรับคนอื่น จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้นะ 555 ดังนั้นถ้าคุณว่างและอยากสนุกกับ Google Analytics อ่านบทความนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ แต่เตือนก่อนว่ามันยาวพอสมควรเลยนะ

ตลอดเวลากว่า 4 ปีที่ผมใช้ Google Analytics มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมมักจะให้ความสำคัญมากๆนั่นก็คือ “ผู้เข้าชม (Visitor) ใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของผมนานแค่ไหน?” เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่ายิ่ง Visitor ใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของเรานานๆ นั่นหมายความว่า Visitor น่าจะชอบเนื้อหาที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นทุกเว็บไซต์ที่ผมมีโอกาสเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูล ผมจะดูเรื่องเวลาเป็นหนึ่งในมิติสำคัญ แต่เรื่องเวลาก็ทำให้ผมสับสนไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงที่หัดใช้ Google Analytics ใหม่ๆตอนที่ยังไม่รู้จุดตายของมัน

เมื่อพูดเรื่องเวลาใน Google Analytics จะมี Dimension ที่สำคัญอยู่ 4 ตัวคือ

  1. Time on Page: เวลาที่ Visitor อยู่ในเพจหน้าใดหน้าหนึ่ง
  2. Average Time on Page: เวลาเฉลี่ยของ Visitor ทั้งหมดที่ใช้ในหน้าเพจนั้น
  3. Session Duration: เวลารวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนออกจากเว็บไซต์ของ Session ใดๆ
  4. Average Session Duration: เวลาเฉลี่ยของ Session ทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า Visitor คนหนึ่งเข้าเว็บไซต์ของเราที่หน้า Page A ใช้เวลาอยู่ในหน้านี้ 30 วินาทีแล้วจึงเปิดไปหน้า Page B และใช้เวลาอยู่ในหน้านี้อีก 40 วินาที หลังจากนั้นเปิดไปต่อหน้า Page C แล้วใช้เวลาอีก 35 วินาที แล้วค่อยปิดออกจากเว็บไซต์ ตามภาพด้านล่างนี้ (เส้นสีดำด้านล่างคือเวลารวมตั้งแต่เข้าเว็บไซต์จนออกจากหน้าเพจนั้นๆ)

time_count

ถ้าตามความเข้าใจของคนทั่วไป การวัดผลใน Dimension ที่เกี่ยวข้องกับเวลาควรเป็นดังนี้

  1. Time on Page (A) = 30
  2. Time on Page (B) = 40
  3. Time on Page (C) = 35
  4. Session Duration = 30 + 40 + 35 = 105 วินาที
  5. Average Session Duration = (Session Duration / จำนวน Session) = 105 / 1 = 105

ตามความเข้าใจควรเป็นอย่างนี้ใช่มั้ยครับ Session Duration ควรเท่ากับเส้นสีดำล่างสุดซึ่งเป็นเส้นที่นับรวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่เข้าเว็บไซต์จนออกเว็บไซต์คือ 105 วินาที ซึ่งมันก็ดูสมเหตุสมผลดีแล้ว แต่คุณเข้าใจผิดครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว Google Analytics ไม่สามารถนับเวลาที่อยู่หน้าสุดท้ายได้ ทำให้ Time on Page (C) = 0 และ Session Duration = 70 และ Avg.Session Duration = 70

สาเหตุที่นับเวลาหน้าสุดท้ายไม่ได้ก็เพราะว่าโดยปกติแล้วการนับเวลาในแต่ละหน้าของ Google Analytics จะใช้เวลาเริ่มต้นของเพจถัดไปลบด้วยเวลาเริ่มต้นของเพจก่อนหน้า เช่นถ้าต้องการนับ Time on Page ของ A จะคำนวนโดยใช้ เวลาเริ่มต้นของ B ลบ ด้วยเวลาเริ่มต้นของ A

Time on Page (A) = เวลาเริ่มต้น B – เวลาเริ่มต้น A

ซึ่งจะได้เป็น Time on Page ของ A พอดี แต่ทีนี้ถ้าเป็นหน้าเพจสุดท้ายเช่นในกรณีนี้คือหน้า C ดันไม่มีหน้าเพจถัดไป ทำให้ Google Analytics ไม่สามารถคำนวน Time on Page ของ C ได้ นี่แหละปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

เห็นมั้ยครับว่าพอผิดไป 1 ค่า (Time on page ของ C ผิดจาก 35 เป็น 0) ทำให้ค่าที่เหลือคำนวนผิดตามกันไปหมด ลองคิดดูซิว่านี่แค่ 1 Session เท่านั้นเองนะ ถ้าเว็บไซต์ที่มี Session เยอะๆเป็นแสนเป็นล้านจะเกดิอะไรขึ้น

ความบรรลัยของมันยังไม่จบเท่านี้ครับพี่น้องที่เคารพรัก ลองคิดต่อไปอีกนิดสิครับถ้าสมมุติว่าหน้าแรกและหน้าสุดท้ายของการเยี่ยมชมเป็นหน้าเดียวกันล่ะ (หมายความว่า Visitor เข้ามาอ่านหน้าเดียวแล้วออกเลย) จะเกิดอะไรขึ้น (ดูตามภาพด้านล่าง)

time_count_bouncerate

เนื่องจาก Visitor เปิดแค่หน้าเพจเดียว ทำให้ไม่สามารถนับเวลาในหน้าเพจนั้นได้ และจะทำให้ Session duration กลายเป็น 0 ในทันที งานเข้าแล้วมั้ยละ แบบนี้ก็หมายความว่า ถ้า Visitor เข้ามาอ่านแค่หน้าเดียว (Bounce rate = 100) ต่อให้ Visitor เปิดอ่านเป็น 100 นาที Google Analytics ก็ไม่สามารถบันทึกเวลาได้อยู่ดี

แล้วมันมีผลกระทบกับเราอย่างไร

พิมพ์มาอย่างยาวนาน สรุปแล้วเรื่องนี้มันมีประโยชน์อะไรกับเราบ้าง ในความคิดผมถ้าคุณเป็นผู้ใช้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากหรือไม่อยากทำชีวิตให้มันลำบาก ก็ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกครับ ลืมๆมันไปซะ 555 คิดซะว่ามันเป็นปัญหาทางเทคนิคอย่างหนึ่งเท่านั้น

แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้ Google Analytics แบบจริงจังและต้องการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมืออาชีพจริงๆ ผมมีคำแนะนำเล็กๆน้อยดังนี้ครับ

  • ถ้า Visitor เปิดเว็บไซต์ของเราเพียงหน้าเดียวแล้วกดปิดออกไปเลย จะทำให้ไม่สามารถนับเวลาได้ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม Bounce rate มันไม่ได้สำคัญมากขนาดนั้น จริงๆแล้วผมไม่แคร์มันมากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ และ Google เองก็เคยประกาศว่าจะไม่นำเอา Bounce Rate มาคิดในการจัดอับผลการค้นหา เพราะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าเว็บไซต์ของเราผ่าน Social Media อย่าง Facebook หรือ Twitter พออ่านจบก็กดปิดเว็บไซต์ออกไปโดยไม่ได้เปิดเข้าหน้าอื่นๆต่ออยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้เว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาดีเลิศประเสริฐจน Visitor ใช้เวลาเป็น 100 นาทีแต่กดปิดก็ทำให้ Bounce rate ของ Visitor รายนั้นเป็น 100% อยู่ดี
  • หลายๆคนชอบวัดความสำเร็จของ Content โดยการใช้ Average Time on Page ของ Content นั้นๆว่าถ้ามีเวลาเฉลี่ยเยอะๆแสดงว่าคนให้ความสนใจมาก (ยิ่งคนสนใจ ยิ่งอยู่ในหน้าเพจนาน) แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องดูด้วยว่าหน้าเพจนั้นมี Exit rate มากแค่ไหน เพราะมันจะทำให้ไม่สามารถนับ Time on Page ในหน้าเพจนั้นได้และจะส่งผลให้ Average Time on Page ผิดเพี้ยนตามไปด้วย (น้อยกว่าความเป็นจริง)
  • ควรระมัดระวังการตั้ง KPI เป็น Dimension ที่เกี่ยวข้องกับเวลา เพราะความแม่นยำจะน้อยกว่าการใช้จำนวน Pageview มากๆ (Dimension ที่แม่นยำที่สุดในมุมของผมคือ Dimension ที่เกี่ยวกับ E-commerce)

จริงๆแล้วยังมีอีกหลาย Dimension ที่ Google Analytics ไม่สามารถบันทึกค่าได้ตามที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น (โดยเฉพาะ Session นี่ตัวดีเลย) ซึ่งไม่ใช่เพราะ Google Analytics ทำงานผิดพลาดหรือโง่แต่อย่างใด (วิศกร Google น่าจะฉลาดเป็นอันดับต้นๆของโลกแล้ว) แต่มันเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิคหลายๆอย่างที่ทำให้มันไม่สามารถทำได้จริงๆ เราในฐานะผู้ใช้จึงต้องรู้จักจุดตายเพื่อที่จะได้วัดผลได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น เอาไว้วันหลังเดี๋ยวจะมาเขียนเพิ่มให้อ่านกันนะครับ

Related Post