สาเหตุที่โฆษณาใน Facebook ใช้เงินไม่หมด (ตอบข้อสงสัย)

ปัญหาโฆษณาใช้เงินไม่หมดหรือใช้เงินน้อยกว่างบประมาณต่อวันที่กำหนดเอาไว้เป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนน่าจะเคยเจอ ผมเองก็เจอปัญหานี้อยู่บ่อยๆเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาใน Facebook หรือ Google ก็ตาม บล็อกสั้นๆวันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้โฆษณาใช้เงินไม่หมดครับ

ปัญหาเรื่องการใช้เงินไม่หมดทำให้โฆษณาแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น หลายๆครั้งทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจไปฟรีๆ แทนที่โฆษณาจะแสดงไปยังกลุ่มเป้าหมายกลับกลายเป็นว่าโฆษณาไม่ยอมใช้เงิน ไม่วิ่ง การเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้เราเตรียมแนวทางสำหรับการแก้ไขได้ ด้านล่างนี้เป็น 7 หลักๆสาเหตุที่ทำให้โฆษณา Facebook ใช้เงินไม่หมด

  1. กลุ่มเป้าหมายของโฆษณาแคบเกินไป: เหตุผลแรกที่ทำให้โฆษณามักไม่ใช้เงินหรือใช้เงินได้น้อยมากๆก็คือกลุ่มเป้าหมายที่จะแสดงโฆษณามีอยู่น้อยเกินไปยกตัวอย่างเช่น ใช้ Custom audience ที่เพิ่งเก็บมาได้แค่ 2-3 วันซึ่งยังมีจำนวนคนถูกเก็บใน List น้อยมากๆ หรือ ทำโฆษณาใน Adwords แล้วซื้อ Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนต่ำๆ แน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้โฆษณาแสดงได้น้อยเพราะไม่รู้จะไปแสดงกับใคร
  2. Relevance Score ไม่ดี: ยิ่ง Relevance Score ของโฆษณาน้อยก็จะยิ่งส่งผลให้ราคาที่จะต้องจ่ายสูงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ผมสังเกตว่าถ้าโฆษณาตัวไหนที่มี Relevance Score น้อยมากๆแล้วยังประมูลด้วยราคาที่ต่ำอีก แน่นอนว่ามันจะแพ้ราบคาบในการประมูล นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่โฆษณาไม่แสดง ถ้าเป็นใน Google Adwords จะมีคะแนนตัวเดียวกันและมีจุดประสงค์คล้ายๆกันเรียกว่า Quality Score เพราะฉะนั้นเวลาโฆษณาแสดงน้อยๆให้คอย Monitor คะแนนทั้ง 2 ตัวนี้เอาไว้ให้ดีเลยครับ
  3. กลุ่มเป้าหมายแต่ละ Ad set ซ้ำซ้อนกันเอง: ปัญหาสุดเบสิคอีกเรื่องคือหลายๆครั้งเรามีการสร้างโฆษณามากกว่า 1 ตัวและโฆษณาแต่ละตัวดันอยู่ใน Ad set คนละอันกันทำให้เกิดการทับซ้อนของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ต้องมาประมูลแข่งกันเอง นั่นเป็นสาเหตุทำให้โฆษณาแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทางออกคือให้ลองใช้ Facebook Delivery Insight ที่มีประโยชน์มากๆในการดูความซับซ้อนของกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในแต่ละ Ad set แล้วลองแก้ไขดู
  4. Result มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยเกินไป: Result ของโฆษณาจะเป็นตัวกำหนดวิธีในการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายของระบบ ถ้าหากว่า Result เป็น Action ที่เกิดขึ้นยากๆเช่นการซื้อของ (Objective แบบ Website Conversion) ซึ่งบางทีมันขายไม่ได้เลย โฆษณาก็จะแสดงน้อยลงตามไปด้วย คนที่ทำโฆษณาแบบ CPA จะเข้าใจปัญหานี้ดี วิธีการแก้คือให้ใส่ราคา CPA เข้าไปให้มากยิ่งขึ้น
  5. ประมูลด้วยราคาต่ำจนเกินไป: ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก คิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจความหมายดีอยู่แล้วลองนึกถึงเวลาที่เราทำโฆษณาใน Google Adwords สมมุติว่าเราซื้อ Keyword ที่มีราคาประมูลเฉลี่ยประมาณ 10 บาทต่อ 1 คลิกแต่เราลงประมูลด้วยราคาแค่ 2 บาทต่อ 1 คลิกนอกจากคุณจะไม่ได้คลิกจาก Keyword คำนั้นแล้วโอกาสที่จะโพล่ขึ้นไปแสดงในผลลัพธ์ก็น้อยตามไปด้วยเช่นเดียวกันกับโฆษณา Facebook ถ้าคุณใส่ราคาประมูลต่ำเกินไป โฆษณาก็อาจจะไม่แสดงได้
  6. ระยะเวลาของโฆษณาน้อยเกินไป: บางครั้งเรามีงบประมาณที่เยอะในระดับหนึ่งแต่มีระยะเวลาสำหรับรันโฆษณาค่อนข้างสั้น ก็จะส่งผลให้โฆษณามีราคาที่แพงขึ้นตามไปด้วยเพราะมันต้องเร่งรีบใช้เงินให้หมดเนื่องจากมีระยะเวลาจำกัด ทีนี้ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณน้อยหรือคุณเลือก When you get charged เป็น Action ที่เกิดขึ้นยาก ก็จะทำให้โฆษณามีโอกาสใช้เงินไม่หมดได้ วิธีแก้คือขยายระยะเวลาโฆษณาให้นานยิ่งขึ้นหรือลดเงินให้น้อยลง
  7. รูปภาพมีข้อความเยอะเกินไป: ข้อ 7 นี้สำหรับคนที่ทำโฆษณาใน Facebook จะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าใครจำได้ก่อนหน้านี้ Facebook เคยมีกฎว่ารูปภาพที่จะทำโฆษณาห้ามมีข้อความอยู่ในรูปเกิน 20% ของพื้นที่เพราะถ้าหากว่าเกิน 20% จะไม่อนุมัติให้แสดงโฆษณาได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้ Facebook จะได้ยกเลิกกฎนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ถ้ารูปภาพไหนที่มีข้อความเกินกว่า 20% จะส่งผลให้โฆษณาแสดงน้อยลง (ยิ่ง Text เยอะก็ส่งผลให้ Reach น้อย) ยิ่งมีข้อความเยอะมากๆก็จะยิ่งแสดงน้อยมากๆตามไปด้วย

ทั้ง 7 ข้อก็เป็นสาเหตุที่ทำให้โฆษณามักจะแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ใช้เงินไม่หมดด้วย จริงๆแล้วผมเชื่อว่ายังมีเหตุผลอื่นๆมากกว่า 7 ข้อนี้ ถ้าผู้อ่านท่านใดมีความเห็นดีๆก็สามารถนำมาพูดคุยกันได้นะครับ

Related Post