โครงสร้างแคมเปญของ Facebook

โครงสร้างแคมเปญสำคัญขนาดไหน ขอเวลา 5 นาทีผมจะอธิบายให้ฟัง

โครงสร้างแคมเปญของ Facebook

จริงอยู่ที่ว่าการทำโฆษณาออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยากเลย โดยเฉพาะ Facebook เพียงแค่คุณกดปุ่ม Boost Post ที่อยู่ด้านใต้ของแต่โพสแล้วจ่ายเงินเพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีโฆษณาของตัวเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียน ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือใดๆมาอ่าน หากแต่ในความเป็นจริงแล้วการทำโฆษณาที่ดีมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เขาทำนองที่ว่า “ทำโฆษณา ทำง่ายแค่มีเงินก็ทำได้ แต่ทำให้ดีมันไม่ง่าย”

โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างของแคมเปญนั้นมีความสำคัญมากๆ ยกเว้นแต่ว่าคุณต้องการทำโฆษณาแบบง่ายๆคือกดปุ่ม Boost ใต้โพสก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องโครงสร้างใดๆทั้งสิ้น จ่ายแพงๆแล้วนั่งภาวนาว่าโฆษณาจะได้ผลลัพธ์ดีเท่านั้นก็พอ แต่ถ้าต้องการสร้างโฆษณาให้ได้ผลลัพธ์ดีต้องศึกษาเจาะลึกเข้าไปว่าแต่ละ Platform มันมีอะไรที่คนทั่วๆไปไม่ทำกันบ้าง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับโครงสร้างของแคมเปญใน Facebook และ Google กันครับ

การสร้างโฆษณาทั้งใน Google และ Facebook จะมีโครงสร้างถูกแบ่งออกเป็นลำดับชั้น หน้าที่ของผู้ลงโฆษณาคือการสร้างแคมเปญโฆษณาโดยอิงจากโครงสร้างตามลำดับชั้นนี้ให้เอื้อต่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ถ้าใครเคยอ่าน eBook ของผมแล้วน่าจะเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ถ้าใครยัง ลองไล่อ่านตามในบทความนี้ไปเรื่อยๆนะครับ

โครงสร้างแคมเปญของ Google

  1. Campaign: มีหน้าที่กำหนดประเภทของการทำโฆษณาว่าเป็นรูปแบบไหนเช่น โฆษณาแบบค้นหา โฆษณาแบบวิดีโอ โฆษณาแบบดิสเพลย์ นอกจากนี้แคมเปญยังกำหนดวันเริ่มต้น วันสิ้นสุด รูปแบบในการลงประมูล และงบประมาณรายวันอีกด้วย
  2. Ad group: นอกจากใช้สำหรับบรรจุ Ad และ Keyword แล้วยังใช้สำหรับกำหนดราคาประมูลของโฆษณาด้วย
  3. Ad: เป็นตัวชิ้นงานโฆษณาไม่ว่าจะเป็น โฆษณาแบบข้อความ รูปภาพ และ วิดีโอ

adwords-campaign-structure

โครงสร้างแคมเปญของ Facebook

  1. Campaign: มีหน้าที่กำหนด Objective ของการทำโฆษณาว่าการทำโฆษณานั้นๆมีจุดประสงค์อย่างไรเช่น ต้องการเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์, ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม, ต้องการเพิ่มจำนวนการติดตั้งแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน และอื่นๆ
  2. Ad set: ใช้สำหรับกำหนดงบประมาณรายวัน กลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณา วิธีการคำนวณค่าโฆษณา พฤติกรรมที่ระบบจะแสดงโฆษณา
  3. Ad: โฆษณาที่จะแสดงใน News feed ของกลุ่มเป้าหมาย

facebook-campaign-structure-2

**เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ทำให้บทความนี้มีการข้ามขั้นไปบ้าง จึงอาจจะไม่ได้อธิบายโครงสร้างในแต่ละชั้นอย่างละเอียดนัก แต่เชื่อว่าคุณน่าจะเห็นแล้วว่าโครงสร้างแต่ละระดับมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป หน้าที่ของเราก็คือการออกแบบแคมเปญที่จะดึงประสิทธิภาพสูงสุดจากโครงสร้างแต่ละระดับออกมาให้ได้

เช่น Google Adwords จะต้องกำหนดงบประมาณรายวันในระดับ Campaign ซึ่งถ้าเรามีสินค้าอยู่ 3 อย่างที่ต้องการโปรโมท เราจะต้องทำการสร้าง 3 แคมเปญ เพื่อแบ่งงบประมาณให้กับสินค้าทั้ง 3 ชิ้น แต่ถ้าเป็น Facebook จะต้องทำสิ่งเดียวกันนี้ในระดับ Ad set แทน

ข้อดีของโครงสร้างของแคมเปญที่เหมาะสม

มาดูว่ากันการออกแบบโครงสร้างที่ดีจะส่งผลดีต่อเราอย่างไรบ้าง

1. สามารถแบ่งสิ้นค้าออกเป็นกลุ่มๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีอย่างแรกเลยคือมันช่วยให้เราแบ่งสินค้าที่จะโปรโมทออกเป็นกลุ่มๆได้ และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้แต่ละกลุ่มแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราเปิดร้านขายรองเท้าออนไลน์ อาจจะสร้างแคมเปญแรกสำหรับรองเท้ากีฬา แคมเปญที่สองสำหรับรองเท้าส้นสูง และแคมเปญที่สามสำหรับรองเท้าแตะ โดยที่ทั้ง 3 แคมเปญจะมี Keyword ที่แตกต่างกันออกไป Landing Page ที่แตกต่างกัน และมีงบประมาณรายวันแตกต่างกันออกไป

2. ช่วยให้เราเข้าไปบริการจัดการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข้อดีต่อมาก็คือมันทำให้เราสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่นสมมุติว่าอยู่ดีๆรองเท้าแตะก็ขายไม่ดี เราก็สามารถเข้าไปดูในแคมเปญรองเท้าแตะว่ามี Keyword คำใดที่มีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง หรือถ้าต้องการจะหยุดขายรองเท้าแตะชั่วคราวก็สามารถทำได้ง่ายๆโดยไม่กระทบกับสินค้าอื่นๆเพียงแค่ปิดแคมเปญรองเท้าแตะอย่างเดียวเท่านั้น (ไม่จำเป็นต้องปิดแคมเปญรองเท้ากีฬาและแคมเปญรองเท้าส้นสูง)

3. ช่วยให้ค้นหาแคมเปญที่ต้องการง่ายยิ่งขึ้น

พอทำโฆษณาไปสักระยะ คุณจะเริ่มพบว่าตัวเองมีจำนวนแคมเปญมากขึ้นเรื่อยๆ (บางคนอาจจะเจ๊ง ล้มละลายก่อนที่จะเจอเหตุการณ์นี้ 555) ปัญหาคือถ้าไม่ออกแบบโครงสร้างเอาไว้ให้ดีจะทำให้ไม่สามารถค้นหาแคมเปญที่ต้องการเจอ ไม่รู้ว่าโฆษณาตัวนั้นอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่า Keyword มันไปอยู่ใน Ad group ไหน

4. ทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปคุ้มค่ายิ่งขึ้น

เรื่องนี้อาจจะฟังดูแปลกว่าโครงสร้างของแคมเปญมาเกี่ยวข้องอะไรกับความคุ้มค่าของเงิน แต่จากประสบการณ์ของผมบอกได้เลยว่ามันเกี่ยวข้องกันสุดๆ เคสตัวอย่างง่ายๆก็คือถ้า Keyword ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่ดันมาอยู่รวมกันเพราะการออกแบบโครงสร้างที่ไม่ดี ก็จะส่งผลให้เราไม่สามารถ Maximize เงินที่จ่ายออกไปได้อย่างคุ้มค่า

นี่ก็เป็นข้อดีของการยอมเสียเวลาสักนิดเพื่อออกแบบโครงสร้างแคมเปญที่ดี จริงๆแล้วข้อดีมันยังมีมากกว่านี้อีกมาก เดี๋ยวพอคุณทำไปสักพักจะสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ได้เอง การออกแบบโครงสร้างของแคมเปญอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าวันหนึ่งคุณเริ่มใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ มีจำนวนแคมเปญและจำนวนสินค้าที่ต้องทำการโปรโมทมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะเริ่มเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เอง

แต่มีข้อควรระวังนิดหน่อยก็คือ ถึงแม้ว่าทั้ง 2 Platform จะมีโครงสร้างที่คล้ายๆกัน แต่มันมีความแตกต่างในรายละเอียดพอสมควร การออกแบบโครงสร้างโฆษณาที่ดีใน Google อาจจะไม่เหมาะกับการนำมาใช้ใน Facebook ก็เป็นได้

ใครอ่านบทความนี้จบแล้วผมแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ต่อเลยครับ การเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณาด้วยโครงสร้างแคมเปญ

Related Post